วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ความต่างระหว่าง "น้ำมันปลา" กับ "น้ำมันตับปลา"




 
หลายคนคงทราบทราบมาก่อนแล้วว่าน้ำมันปลามีกรดไขมัน โอเมก้า3 ซึ่งมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ น้ำมันปลามีอยู่ในจำพวกอาหารทะเล อาทิ ปลาอินทรีย์ ปลทู ทูน่า หอยนางลม กุ้งฝอย เป็นต้น

น้ำมันปลากับโรคหัวใจและหลอดเลือด
ชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่ในแถบหมู่เกลาะกรีนแลนด์มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหัวใจและข้ออักเสบต่ำ ทั้งๆที่กลุ่มคนเหล่านี้มีการบริโภค ไขมันปลาในปริมาณสูง ภายหลังมีการค้นพบว่าไขมันปลาที่ชาวเอสกิโมบริโภคอยู่นั้นประกอบไปด้วยฌ๙โอเมก้า3 ซึ้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง และโรคความดันโลหิต

น้ำมันปลากับการบำรุงสมอง
เนื่องจากดีเอชเอ(DHA) เป็นส่วนประกอบหนึ่งของเนื้อเยื่อสมอง น้ำมันปลาจึงมีผลต่อหน้าที่การทำงานของสมองหรือแม้แต่การสร้างสารสื่อนำประสาทในสมอง


น้ำมันปลากับโรครูมาตอยด์ (โรคข้ออักเสบ)
อีพีเอ(EPA) จากโอเมก้า 3 (Omega 3) มีผลในการลดการอักเสบที่เกิดจากสารก่ออักเสบในร่างการ ซึ่งจะพบมากในผู้ป่วยที่เป็นรูมาตอยด์


น้ำมันปลา(Fish Oil) คืออะไร?
น้ำมันปลา คือน้ำมันที่สกัดจาก เนื้อ หัว หาง และหนังของปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรค ปลาทูน่า เป็นต้น น้ำมันปลายังเป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัวที่ เรียกว่า โอเมก้า 3 (Omega 3) ประกอบไปด้วย อีพีเอ(EPA) และ ดีเอชเอ (DHA) ซึ่ง มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสมองและสายตา


ต่างจากน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil)
น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้จากตับปลาทะเล เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวพรรณ และวิตามินดี ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเช้าสู่กระดูก หากรับประทานมากเกินขนาด อาจเกิดพิษจากการสะสมของวิตามินเอและดีซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในร่างกายส่วนที่เป็นไขมัน

น้ำมันปลา
1.สกัดได้จากเนื้อ หัว หางและของปลาทะเล
2.เป็นแหล่งที่ได้กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3
3.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง

น้ำมันตับปลา 
1.สกัดจากตับปลาทะเล
2.เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอและดี
3.บำรุงร่างกายทั่วไป

  

 http://variety.teenee.com/foodforbrain/52587.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น